บทที่ 2 กลับบ้านอีสาน

ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี รถทัวร์ปรับอากาศสายกรุงเทพฯ–หนองคาย ก็เลี้ยวเข้าจอดเทียบขนส่งผู้โดยสารจังหวัดหนองคาย เวลาบนหน้าจอมือถือบอกเวลาหกนาฬิกาห้าสิบนาที มะปรางลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ลงจากรถ สายตามองไปรอบๆ

เธอถอนหายใจออกมา กวาดสายตามองหาพ่อแม่ แต่กลับมีเพียงแม่ค้าขายหมูปิ้งกับคนที่มารอรถเท่านั้น

“อะไรกันเนี่ย ยังไม่มารับอีก” มะปรางบ่นพึมพำคนเดียวตามประสาคนเมือง “ร้อนก็ร้อน อับก็อับ อยากอาบน้ำนอนพักแล้วเนี่ย โทรก็ไม่รับอีก”

เธอยกมือขึ้นโบกไล่ความอบอ้าวบวกกับฝุ่นควันรถทัวร์ นั่งรออยู่บนม้านั่งข้าง บขส. นานเกือบยี่สิบนาที กระทั่งเสียงบีบแตรดังขึ้นจากรถกระบะที่ขับเข้ามาจอดเทียบข้างฟุตบาท กระจกรถฝั่งคนขับถูกเลื่อนลง พ่อมนัส พ่อของมะปลาง ชะโงกหน้าออกมาส่งยิ้มให้ ส่วนฝั่งข้างคนขับคือ แม่ศรี ที่รีบเปิดประตูลงมาจากรถทันทีเมื่อเห็นหน้าลูก

“มะปราง! โอ๊ย ลูกแม่!” แม่ศรีวิ่งเข้ามาหา ยื่นมือมาจับแขนจับตัวลูกสาวด้วยความห่วงใย

“เป็นจั่งใด๋แนลูก เดินทางเหนื่อยบ่? แม่ขอโทษเด้อ พ่อมึงสตาร์ตรถบ่ติด กะเสียเวลาหมุนเครื่องตั้งนาน” (เป็นยังไงบ้างลูก เดินมาทางเหนื่อยไหม แม่ขอโทษนะ พ่อเขาสตาร์ตรถไม่ติด ก็เลยเสียเวลาหมุนเครื่องตั้งนาน)

“ไม่เป็นไรค่ะแม่” มะปรางว่า พลางลากกระเป๋าเดินตามแม่ไปที่ท้ายรถกระบะ

พ่อมนัสลงจากรถยกกระเป๋าใบโตของลูกสาวขึ้นท้ายกระบะ ก่อนจะหันมามองหน้ามะปรางแล้วขมวดคิ้ว

“หน้าซีดแท้ขอบตากะดำ บ่ได้นอนเลยบ้อลูก?” (หน้าซีดจังขอบตาก็ดำ ไม่ได้นอนเลยหรอลูก?)

“หนูนอนไม่หลับหรอกพ่อ มันผวาตลอดเลย”

“เออๆ ขึ้นรถก่อน ไปถึงบ้านค่อยว่ากัน” พ่อมนัสตบไหล่ลูกสาวเบาๆ

“เอ้าๆ มาเอาสร้อยพระไปใส่คอก่อนลูก ผีจะได้บ่ตาม” แม่ศรีเอาสร้อยคอพระมาใส่ที่คอของลูกสาว (มาเอาสร้อยพระไปก่อน ผีจะได้ไม่ตาม)

มะปรางก้มมองสร้อยพระอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะขึ้นไปนั่งบนรถเบาะหลัง รถกระบะคันเก่าเคลื่อนตัวออกจาก บขส. มุ่งหน้าสู่บ้าน ยามรถขับเข้าเขตตำบลหาดคำ มะปรางมองออกไปนอกกระจก ความทรงจำวัยเด็กเริ่มพรั่งพรูเข้ามาในหัว คิดถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเพื่อนๆ คิดถึงช่วงสงกรานต์ที่ได้ไปเล่นน้ำด้วยกัน

เธอมองออกไปข้างทางทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมแทบไม่เปลี่ยน จะต่างไปก็แค่เธอเองที่โตขึ้นและย้ายไปใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เสียหลายปีจนแทบกลายเป็นคนอื่น

‘ป่านนี้เวฟกับจอร์จจะเป็นไงบ้างน้า...’

รถกระบะเลี้ยวเข้าจอดในลานดินใต้ร่มไม้หน้าบ้านไม้สองชั้นยกสูง เป็นเวลาเกือบแปดโมงเช้าพอดี ทันทีที่มะปรางก้าวขาลงจากรถ เสียงเห่าโฮ่งๆ ก็ดังขึ้นจากใต้ถุนบ้าน หมาพันธุ์ไทยขนสีดำ ตัวใหญ่ วิ่งสี่ขาตรงเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว

“ไอ้ดำ!” มะปรางร้องอุทาน เอามือปิดปากด้วยความตกใจ

“บักไข่ดำ! อย่าเห่าลูกกู! อีปรางมันพึ่งกลับมาบ้าน จำมันบ่ไดติ!” (ไข่ดำ! อย่างเห่า! ปรางพึ่งกลับมาบ้าน จำปรางไม่ได้หรือไง!) แม่ศรีร้องตะโกนบอกหมา

หมาดำ ที่มะปรางเรียกเป็นหมาที่บ้านของเลี้ยงไว้ ปกติเธอก็เรียกไอ้ดำ แต่คนแถวนี้จะเรียกบักไข่ดำ ทำไมถึงชื่อนี้คงไม่ต้องบอกเพราะมันก็ตรงตามชื่อเลย มันหยุดมอง ชูคอมองหน้ามะปราง มันดมฟุดฟิดที่เท้าของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแกว่งหางไปมาอย่างแรง แล้วส่งเสียงร้องหงิงๆ ยื่นหัวเข้ามาถูไถกับหน้าแข้งของเธออย่างคิดถึง มะปรางยิ้ม เธอค่อยๆ ย่อตัวลงไปลูบหัวมันเบาๆ

“จำฉันได้ด้วยเหรอไอ้ดำ”

“มันก็ต้องจำได้ตั๊วเนาะ” (มันก็ต้องจำได้สิ) พ่อมนัสยกกระเป๋าลงมาจากท้ายรถ

“มึงเลี้ยงมันมาตั้งแต่โตน้อยๆ เป็นหยังคือสิจำบ่ได้” (ลูกเลี้ยงมันมาตั้งแต่มันตัวเล็กๆ ทำไมมันจะจำลูกไม่ได้)

“หนูไม่อยู่ตั้งนาน นึกว่ามันจะจำไม่ได้ซะอีก” มะปรางว่า พลางเกาคางเจ้าหมาดำที่นอนตะแคงยอมให้เกาอย่างว่าง่าย

“บักไข่ดำมันฉลาด” (ไข่ดำมันฉลาด) แม่ศรีพูดพลางเดินนำขึ้นบ้าน

“มาๆ เข้าบ้านก่อน เอากระเป๋าไปเก็บในห้อง แล้วมากินข้าว แม่แกงหน่อไม้ใส่เห็ดกระด้างไว้รอแล้ว กินเสร็จจะได้พัก”

มะปรางเดินตามขึ้นบันไดไปบนชั้นสองของบ้าน เธอเอากระเป๋าไปวางไว้ในห้องนอนเก่าของตัวเอง ห้องที่มีเตียงไม้กับมุ้งทุกอย่างถูกทำความสะอาดไว้อย่างดี ไม่มีฝุ่นเกาะเลยสักนิด หลังจากอาบน้ำแต่งตัวใหม่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขายาวสบายๆ มะปรางเดินลงมานั่งกินข้าวใต้ถุนบ้าน หมาดำก็นอนเฝ้าอยู่ข้างขาไม่ยอมห่างไปไหน

“กินเยอะๆ เด้อลูก ผ่อมหมดแล้ว” (กินเยอะๆ นะ ผอมหมดแล้ว) แม่ศรีตักแกงหน่อไม้ใส่จานให้ลูกสาว

“กินเสร็จก็ไปนอนพักก่อน มื้ออื่นค่อยว่ากัน” (กินเสร็จก็ไปนอนพักก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน) พ่อมนัสเอ่ยขึ้น

“จ้าพ่อ หนูก็ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน ตาจะปิดอยู่แล้ว” มะปรางตักข้าวเข้าปาก

“พ่อ... หนูถามจริงๆ นะ หมอผีคนนี้เขาเก่งจริงเหรอ? หรือแค่คนแถวนี้งมงายกันไปเอง?”

“อีปราง!” แม่ศรีตบไหล่มะปราง ส่งสายตาเตือน

“โอ้ย! แม่!”

“อย่าปากเสีย! พ่อหมออินทร์เลาวิชาอาคมเก่งคัก ชาวบ้านแถวนี่เรื่องผีเข้า คุณไสย หรือโดนของ กะมาหาเลา หายดีสุคนนั่นล่ะ” (อย่าปากเสีย! พ่อหมออินทร์เขาวิชาอาคมเก่งมาก ชาวบ้านแถวนี้เรื่องผีเข้า คุณไสย หรือโดนของ ก็มาหาเขาก็หายหมดทุกคน)

มะปรางกลอกตา มองหน้าแม่ศรีแล้วพูดสวนกลับไปเสียงกวนๆ

“โหแม่... ขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วทำให้คนลอยได้หรือเปล่า? หรือเหาะข้ามแม่น้ำโขงได้ไหมถ้าวิชาอาคมเก่งขนาดนั้น”

“อีปราง! มึงนี่เนาะ!” (ปราง! ลูกนี่นะ) แม่ศรีทำตาโต คว้าทัพพีทำท่าจะโขกหัวลูกสาว มะปรางรีบเอี้ยวตัวหลบทัน

“เว้าเล่นแบบนี้เดี๋ยวเขากะบ่ซ่อยมึง!” (พูดเล่นแบบนี้เดี๋ยวเขาก็ไม่ช่วยลูก!)

พ่อมนัสถอนหายใจยาว “เรื่องบางอย่างมึงบ่เห็น บ่แม่นว่ามันบ่มี พ่อหมออินทร์เพิ่นบ่แม่นหมอผีธรรมดา เพิ่นเรียนไสยศาสตร์มาตั้งแต่ยังเด็ก วิชาอาคมตระกูลเพิ่นสืบทอดกันมาเป็นร้อยปี ถ้าบ่เก่งจริง ชาวบ้านเขาสิเคารพเพิ่นทั้งตำบลบ่”

“ก็หนูแค่ถามดูไหมล่ะพ่อ อยู่กรุงเทพฯ หนูไม่เคยเห็นเรื่องพวกนี้นี่นา”

“พ่อหมออินทร์เพิ่นเป็นคนเงียบๆ บ่ค่อยเว้า แต่เว้าคำไหนคำนั้น แล้วเพิ่นบ่เคยเรียกร้องเงินทองแพงๆ จากชาวบ้านเลย ไผเดือดร้อนมา เพิ่นก็ซ่อย” (พ่อหมออินทร์เขาเป็นตนเงียบๆ ไม่ค่อยพูด แต่พูดคำไหนคำนั้น แล้วเขาไม่เคยเรียกเงินแพงๆ จากชาวบ้านเลย ใครเดือดร้อนมาเขาก็ช่วย)

มะปรางนึกถึงชื่อนั้นอีกครั้ง ‘พ่อหมออินทร์’

“พ่อ... พ่อหมออินทร์เนี่ย เขาอายุเท่าไหร่เหรอ?” มะปรางถามด้วยความสงสัย

“สามสิบเอ็ดสามสิบสองนี่ล่ะมั้ง” พ่อมนัสตอบ

“เพิ่นเป็นคนแถวนี้แหละ มึงอาจจะเคยเห็นเพิ่นตอนเด็กๆ ก็ได้ แต่มึงคงจำบ่ได้ดอก เพราะตอนนั้นมึงน้อยอยู่” (เขาเป็นคนแถวนี้แหละ ลูกอาจจะเคยเห็นเขาตอนเด็กๆ ก็ได้ แต่ลูกอาจจะจำไม่ได้หรอก เพราะตอนนั้นลูกเด็กอยู่)

มะปรางพยายามนึก แต่ก็นึกไม่ออก ภาพในอดีตตอนเด็กๆ ของเธอที่หนองคายมันเลือนรางเหลือเกิน

มะปรางก้มลงกินข้าวต่อในจาน พลางลูบหลังไอ้ดำที่นอนซบเท้าเธออยู่ ความกลัวเรื่องเดชยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เสียงกระซิบ “ปราง... พี่มารับแล้ว” ยังคงดังอยู่ในหัว เธอได้แต่หวังว่า การไปหาพ่อหมออินทร์ในครั้งนี้ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้พ่อกับแม่อุ่นใจขึ้น และหวังว่ามันจะทำให้เธอหลุดพ้นจากฝันร้ายนี้เสียที

เช้าวันถัดมา 9:15 น.

รถกระบะของพ่อมนัสขับเข้าสู่ซอยเล็กๆ ท้ายหมู่บ้าน ยิ่งลึกเข้าไป สองข้างทางยิ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่บรรยากาศชวนนึกไปถึงตอนกลางคืนว่ามันคงจะน่ากลัวน่าดู รถหมุนเลี้ยวเข้าจอดหน้าเรือนไทยไม้สักยกสูงหลังใหญ่ ตัวเรือนดูเก่าแก่ บรรยากาศรอบๆ เงียบจนน่าขนลุก

ใต้ถุนเรือนมีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังนั่งสานขันหมากเบ็งอยู่บนแคร่ไม้ พอเห็นรถกระบะเลี้ยวเข้ามา เขาก็วางมือแล้วลุกขึ้นยิ้มทักทาย

“มาแล้วบ้อพ่อมนัส แม่ศรี” (มาแล้วเหรอ พ่อมนัส แม่ศรี) นนท์ลูกศิษย์ของพ่อหมออินทร์ร้องทักเสียงแจ้วๆ

พ่อมนัสและแม่ศรีเดินนำมะปรางลงจากรถ

“เออ บักนนท์ พ่อหมออยู่บ่?” (นนท์ พ่อหมออยู่ไหม?)

“อยู่ครับ พ่อครูพึ่งทำพิธีเสร็จเมื่อกี้นี่เอง พ่อหมอนั่งรออยู่ข้างบนครับ” นนท์ตอบ พลางปรายสายตามามองมะปรางที่เดินตามหลังมา

นนท์มองมะปรางตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยิ้มกว้าง

“โห... นี่เหรอลูกสาวพ่อมนัสที่ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ สวยสมคำร่ำลือจริงๆ”

มะปรางส่งยิ้มแห้งๆ ให้ตามมารยาท ไม่ได้พูดอะไรตอบ

มะปรางก้าวขาขึ้นบันไดทีละขั้น หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ กลิ่นหอมของดอกไม้แห้ง และควันกำยานพุ่งเข้ามาแตะจมูกทันทีที่ก้าวเข้ามา และตรงกลางเรือนไทยนั้นเอง... ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อกกหน้าโต๊ะหมู่บูชาที่มีของขลังชวนขนลุกเต็มไปหมด

สายตาของมะปรางมองท่อนบนของเขาที่เปลือยเปล่า ผิวเข้ม เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างและที่เต็มไปด้วยรอยสักยันต์อักขระขอมโบราณ ลามขึ้นไปถึงไหล่และลำคอ เขาหันมามองเธอใบหน้าของเขาดูคมเข้ม สันจมูกโด่งเป็นสัน คิ้วหนา ดูรวมๆ อย่างกับพระเอกหนังเรื่องธี่หยด

"เนี่ยน่ะหรอ... พ่อหมออินทร์?"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป